แก่นแกนแห่งสัญศาสตร์ของดอกไม้เมรุตั้งอยู่บนการตีความ “ความตาย” ในฐานะการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่การสูญสิ้นโดยสิ้นเชิง ดังปรากฏในคติพุทธอันเป็นรากวัฒนธรรมหลัก ดอกบัวซึ่งมักประดับโลงศพหรือวางบนแท่นบูชา เป็นสัญลักษณ์ชั้นเลิศของความบริสุทธิ์และการหลุดพ้น เปรียบดั่งจิตที่งอกจากโคลนตมแห่งกิเลสไปสู่ความสว่างไสว ดอกบัวที่ผลิบานในโคลนเลนสื่อถึงความหวังว่าแม้ในยามสุดท้ายแห่งชีวิต จิตวิญญาณยังสามารถเบิกบานและก้าวข้ามผ่านความทุกข์ไปได้ ดอกดาวเรืองสีเหลืองอร่ามซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในงานศพ Beyond ความเชื่อเรื่องสีเหลืองอันเป็นมงคลต่อผู้เสียชีวิตตามคติพราหมณ์-พุทธแล้ว สีอันแจ่มจ้านี้ยังอาจตีความได้ว่าเป็นตัวแทนของแสงสว่างแห่งปัญญาที่จะนำทางดวงวิญญาณ ให้พ้นจากความมืดมนแห่งอวิชชา ขณะเดียวกัน ความเป็นดอกไม้ราคาประหยัดและบานสะพรั่งได้ในท้องถิ่น ก็สื่อถึงความเสมอภาคของมนุษย์ต่อหน้ามรณะ ไม่ว่ายากดีมีจน สุดท้ายต่างก็ต้องจากไปด้วยดอกไม้ที่ทุกคนเข้าถึงได้
ดอกบัว: จัดดอกไม้งานศพ เป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา หมายถึง ความบริสุทธิ์ การหลุดพ้น และการเกิดใหม่ในภพที่ดี
ดอกมะลิ: หมายถึง ความบริสุทธิ์ของดวงวิญญาณ ความรักอันหมดจด และความทรงจำที่หอมหวน
ดอกกุหลาบ: สื่อถึงความรักและความเคารพอย่างสูงสุด ดอกกุหลาบสีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์และความอาลัยอันสงบ
ดอกเบญจมาศ (เก๊กฮวย): เป็นดอกไม้ที่นิยมใช้มากในงานศพ ตามความเชื่อหมายถึงความยืนยาวและชีวิตที่เป็นนิรันดร์
ดอกดาวเรือง: สีเหลืองทองสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์ หมายถึง แสงสว่างและสิ่งสูงส่ง ช่วยปัดเป่าอัปมงคล
ดอกลิลลี่: มักใช้ในงานศพคริสต์ หมายถึง ความบริสุทธิ์และการกลับคืนชีพของดวงวิญญาณ
ใบสนหรือหญ้าทราย: ใช้เป็นพื้นหลังในการจัดพวงหรีด สื่อถึงความยืนยงและความทรงจำที่คงอยู่ตลอดกาล
อย่างไรก็ดี การสังเกตยังเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงบางประการในปัจจุบัน รูปแบบการจัดดอกไม้เริ่มได้รับอิทธิพลจากศิลปะการจัดดอกไม้สมัยใหม่ (Floral Design) มีการใช้สีสันที่หลากหลายขึ้นตามบุคลิกภาพของผู้เสียชีวิต เช่น การใช้สีฟ้าหรือสีชมพูในงานศพของคนวัยหนุ่มสาว หรือแม้แต่การจัดดอกไม้ตามธีมที่ผู้เสียชีวิตชื่นชอบ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มของการทำให้งานศพเป็น “การเฉลิมฉลองชีวิต” (Celebration of Life) มากกว่าการโศกเศร้าแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ในบริบทเมืองใหญ่ที่มีเวลาจำกัด การสั่งจองการจัดดอกไม้หน้าโลงเป็นชุดสำเร็จรูปจากร้านดอกไม้ก็เป็นที่นิยมมากขึ้น แสดงถึงการทำให้พิธีกรรมบางส่วนเป็นระบบและพาณิชยกรรม